6.5/10Avatr 11
2025 Suv · ฿2,099,000 – ฿2,899,000 · 6.5/10 avg from 1 review
autolifethailand official
1.2M·4 เดือนที่แล้ว·
TH

พาชมบูธ CHANGAN ทั้งต้นแบบและ AVATR 11 ROYAL EDITION หรูนะบอกเลย
Touring the Changan Booth: Concept Cars and Avatr 11 Royal Edition - Truly Luxurious
Avatr 11 Royal Edition หรูจริง วัสดุภายในดี ออปชั่นจัดเต็ม แต่ช่วงล่างยังต้องปรับจูนให้เข้ากับถนนเมืองไทยอีกพอสมควร และแบรนด์ยังต้องสร้างตัวเองในตลาดพรีเมียมให้แข็งแกร่งกว่านี้
ความประทับใจแรก
พอเดินเข้าไปเจอ Avatr 11 Royal Edition ในงาน ต้องยอมรับเลยว่ามันมีออร่าของความเป็นรถหรูอยู่จริงๆ คำว่า Royal Edition ไม่ได้ตั้งมาเล่นๆ เพราะทุกรายละเอียดทั้งภายนอกภายในถูกยกระดับขึ้นมาจาก Avatr 11 รุ่นปกติอย่างเห็นได้ชัด
แต่คำถามใหญ่ที่ผมมีในใจตลอดคือ ในตลาดที่แบรนด์ยุโรปอย่าง Mercedes-Benz และ BMW กำลังกระโดดลงมาเล่นในสนาม EV อย่างจริงจัง Avatr จะยืนหยัดในกลุ่มพรีเมียมได้แค่ไหน
ดีไซน์ภายนอก
ภายนอกของ Royal Edition มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ มีโลโก้ AVATR อยู่ด้านหน้าชัดเจน ไฟหน้าถูกออกแบบมาใหม่ทั้งชุด ดูสวยและมีเอกลักษณ์ ล้ออัลลอยขนาด R22 พร้อมยาง 265/40 R22 ให้ลุคที่สปอร์ตและดูแพงมาก สมฐานะรถพรีเมียม
มีป้าย Royal Edition ติดอยู่ที่ตัวรถ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นรุ่นพิเศษ โดยรวมดีไซน์ภายนอกผมให้ผ่านครับ สวยดี โดดเด่นในสไตล์ของตัวเอง
ภายในและเทคโนโลยี
จุดขายที่ทำให้ผมต้องร้องว้าวคือภายใน เบาะหลังแยกเป็นแบบกัปตันซีทปรับไฟฟ้า มีระบบเบาะอุ่น วัสดุหุ้มเป็นหนัง Napa สีแดงที่ให้ความรู้สึกหรูหราคล้ายรถยุโรประดับท็อป หน้าจอ Panoramic View ขนาด 43 นิ้วยังคงเป็นไฮไลต์เด่นเหมือน Avatr รุ่นอื่นๆ ประตูดูดมาครบทุกบาน ออปชั่นจัดเต็มทั้งกล้อง 360 องศาและระบบต่างๆ
แต่จุดที่ผมรู้สึกว่ายังไม่โดนใจคือเบาะหลัง แม้จะเป็นกัปตันซีทที่ดูหรู แต่ตัวเบาะสั้นไปสำหรับรถระดับนี้ นั่งแล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สะใจเท่าที่ควร ถ้าจะทำรถหรูจริงๆ เบาะหลังต้องกว้างกว่านี้ ยาวกว่านี้ ถึงจะเรียกว่า Royal ได้เต็มปาก
สัมผัสการขับขี่
ผมเคยได้ลองขับ Avatr 11 รุ่นปกติมาแล้ว ต้องบอกว่าตัว Royal Edition มาพร้อมขับเคลื่อน 4 ล้อและช่วงล่างถุงลม วิ่งได้ไกลกว่า 600 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง สมรรถนะไม่ต้องห่วง
แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดติดคือฟีลลิ่งช่วงล่างที่ยังไม่ตอบโจทย์คนไทยเท่าที่ควร มันนุ่มก็จริงแต่มีอาการย้อยแย้งในบางจังหวะ ทาง Avatr เองก็มีการปรับเซ็ตมาแล้ว แต่ผมว่ายังต้องพัฒนาต่อ ยังมีกลิ่นอายความเป็นรถจีนอยู่พอสมควรในเรื่องของการตั้งศูนย์ช่วงล่าง ซึ่งถ้าเทียบกับคู่แข่งบางรุ่นในเซกเมนต์ใกล้เคียงกัน เขาขับดีกว่าและตัวใหญ่กว่าด้วย
ความคุ้มค่าและการแข่งขัน
ออปชั่นที่ Avatr 11 Royal Edition ให้มานั้นต้องยอมรับว่าจัดเต็มมาก เป็นรถจีนที่ใส่ของมาดีที่สุดคันหนึ่งในตลาด EV บ้านเรา ทั้งหน้าจอ Panoramic เบาะกัปตันซีท ช่วงล่างถุงลม ประตูดูด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ครบหมด
แต่ปัญหาคือตลาดวันนี้แข่งขันดุเดือดมาก แบรนด์ยุโรปอย่าง Mercedes-Benz เริ่มกระโดดลงมาเล่นในสนามนี้แล้ว วิ่งได้ไกลกว่า 700 กม. ในอนาคต BMW ก็จะมีรุ่นใหม่ลงมาสู้อีก ดังนั้นการจะยืนอยู่ในกลุ่มพรีเมียมได้ Avatr ต้องทำให้ดีทุกมิติ ไม่ใช่แค่ตัวรถอย่างเดียว แต่บริการหลังการขาย โชว์รูม การต้อนรับลูกค้า ทุกอย่างต้องพรีเมียมตามไปด้วย
สรุป
Avatr 11 Royal Edition เป็นรถที่หรูหราจริงในแง่ของออปชั่นและวัสดุภายใน ดีไซน์สวยทั้งภายในภายนอก ผมยอมรับตรงนี้เต็มที่ แต่ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องฟีลลิ่งช่วงล่างที่ต้องเซ็ตให้ถูกจริตคนไทยมากกว่านี้ และเบาะหลังที่สั้นไปสำหรับรถที่อ้างตัวว่าเป็นพรีเมียม
ที่สำคัญที่สุดคือ Avatr ยังต้องสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ต้องพิสูจน์ตัวเองในตลาดพรีเมียม EV ที่กำลังร้อนแรง ผมดีใจที่เห็นการแข่งขันเกิดขึ้นในบ้านเรา เพราะมันทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น แต่ถ้าถามว่าวันนี้ Avatr 11 Royal Edition โดนใจผมไหม ก็ต้องบอกตรงๆ ว่ายังไม่ถึงขั้นที่จะตัดสินใจซื้อทันที ต้องรอดูการพัฒนาต่อครับ
ข้อดี
- ดีไซน์ภายในหรูหรามาก วัสดุระดับพรีเมียม
- เบาะหลังแบบกัปตันซีทปรับไฟฟ้า มีเบาะอุ่น
- หน้าจอ Panoramic ยาว 43 นิ้วโดดเด่นมาก
- ออปชั่นจัดเต็มทั้งกล้อง 360 องศา ประตูดูด
- ขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมช่วงล่างถุงลม
- วิ่งได้ไกลกว่า 600 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
- ดีไซน์ภายนอกสวยโดดเด่น ล้อ R22 สปอร์ตมาก
ข้อเสีย
- ช่วงล่างยังไม่เซ็ตตรงจริตคนไทย ยังมีความเป็นรถจีนอยู่
- เบาะหลังสั้นไปสำหรับรถระดับพรีเมียม นั่งแล้วไม่สะใจ
- แบรนด์ยังใหม่ ต้องสร้างความไว้วางใจอีกมาก
- มีคู่แข่งจากยุโรปที่แบรนด์แข็งแกร่งกว่าในเซกเมนต์เดียวกัน
- บริการหลังการขายและโชว์รูมยังต้องพัฒนาให้ถึงระดับพรีเมียม
สรุป
“ถ้าคุณชอบรถ EV ที่หรูหรา ออปชั่นเยอะ และอยากได้ของแตกต่าง Avatr 11 Royal Edition น่าสนใจ แต่ถ้าให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่การันตีได้และฟีลลิ่งขับขี่ที่ลงตัว อาจต้องรอดูการปรับปรุงอีกสักหน่อย”