6.8/10BYD Seal 6
2024 Sedan · ฿899,900 – ฿949,900 · 7.2/10 avg from 2 reviews
GEAR UP
176K·13 วันที่แล้ว·
TH

8.999 แสน BYD SEAL 6 สองรุ่นย่อย ท้าชน Honda Civic
BYD Seal 6 Two Variants Challenge Honda Civic
BYD Seal 6 เป็นซีดานไฟฟ้าที่ตัวรถใหญ่กว่าที่คิด ภายในหรูหราใช้วัสดุดี แต่ก็มีจุดที่น่าเสียดายอย่างการไม่มี Blind Spot Monitor ทั้งสองรุ่นย่อย ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนมองหารถไฟฟ้าซีดานขนาดกลาง
ความประทับใจแรก
พอได้เห็น BYD Seal 6 ตัวจริงต้องบอกเลยว่ารถคันนี้ใหญ่กว่าที่เห็นในรูปมาก มิติตัวถังอยู่ที่ 4,720 x 1,860 x 1,490 มม. ฐานล้อยาวถึง 2,820 มม. ถือว่าเป็นซีดานไฟฟ้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ทีเดียว
รถมีทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ทั้งคู่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลัง แบตเตอรี่ขนาด 56.4 kWh เท่ากัน รองรับการชาร์จเร็ว 100 kW และวิ่งได้ไกล 486 กม. ตามมาตรฐาน NEDC เท่ากันทั้งสองรุ่น สิ่งที่ต่างกันคือกำลังมอเตอร์ โดยรุ่นเริ่มต้นให้ 129 แรงม้า 220 นิวตันเมตร ส่วนรุ่นท็อปให้ 170 แรงม้า 330 นิวตันเมตร ซึ่งงงอยู่เหมือนกันว่าแรงต่างกันขนาดนี้แต่ระยะวิ่งเท่ากันทั้งสองรุ่น
ดีไซน์ภายนอก
หน้าตาของ Seal 6 ใช้ดีไซน์ Dragon Face ในตระกูล Dynasty ของ BYD เหมือนกับ Atto 3 ไฟหน้าเป็น LED Projector แยกโคมไฟสูงไฟต่ำ โดยรุ่นท็อปจะมี LED Light Bar คาดยาวจากฝั่งซ้ายถึงขวา ซึ่งเป็นจุดที่แยกรุ่นได้ง่ายที่สุด ส่วนรุ่นเริ่มต้นจะมีแค่หนวดมังกรสั้นๆ ซ้ายขวาเท่านั้น
มือเปิดประตูเป็นแบบกึ่งซ่อนลู่ไปกับตัวรถ ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์และใช้งานง่ายไม่ต้องกลัวหนีบมือ ชายกันชนล่างเป็นสีดำด้านยาวจากหน้าไปถึงหลังให้ความรู้สึกสปอร์ต ล้อแม็กรุ่นท็อปเป็นขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่นเริ่มต้นเป็น 17 นิ้ว ทั้งคู่ติดยาง West Lake สิ่งที่สังเกตได้คือกระจกข้างมีเฉพาะไฟเลี้ยวแต่ไม่มี Blind Spot Monitor ซึ่งน่าเสียดายมาก
ภายในและเทคโนโลยี
ภายในห้องโดยสารตกแต่งมาได้ดีตามมาตรฐาน BYD แดชบอร์ดหุ้มหนังเดินตะเข็บสีเทาตัดสีฟ้า จอเรือนไมล์ขนาด 8.8 นิ้วกับจอกลาง 12.8 นิ้วที่หมุนได้ ระบบสัมผัสหน้าจอทำได้ดีมาก กดใช้งานง่ายลื่นไหล กล้องรอบคัน 360 องศาเลือกมุมมองได้หลายแบบรวมถึง 3D Transparent Body ที่ช่วยให้จอดรถสะดวก
วัสดุหนังสังเคราะห์ PVC ที่ใช้ตกแต่งทั่วทั้งคันจับแล้วนุ่มมือดีมาก แต่ก็ต้องระวังเรื่องการขูดขีดจากเล็บหรือของแหลม เพราะดูเหมือนจะขาดง่าย แผงตกแต่งบริเวณคอนโซลกลางเป็นสีดำเงา ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการสะท้อนแสงแดดเข้าตาขณะขับ คอนโซลกลางเป็นแบบลอยตัวหุ้มหนัง มีสวิตช์ควบคุมโหมดขับขี่ ระบบ Regen และปุ่มสตาร์ทอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย
รุ่นท็อปมี Ambient Light รอบคันตั้งแต่หน้าถึงหลัง มี Wireless Charger หลังคา Panoramic Sunroof พร้อมม่านบังแดดเปิดปิดได้ ส่วนรุ่นเริ่มต้นตัดฟีเจอร์เหล่านี้ออกไป แต่ยังคงได้แอร์อัตโนมัติ 2 โซนพร้อมกรอง PM 2.5 ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และเบาะปรับไฟฟ้าเหมือนกัน
พื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย
เบาะหลังของ Seal 6 ถือว่ากว้างมาก เอนได้ดี มีที่เท้าแขนพร้อมที่วางแก้วแบบร่องตัว แอร์ช่องหลังแยกซ้ายขวา พร้อมพอร์ต USB-C และ USB-A ที่มีไฟเรืองแสง แต่สิ่งที่ต้องรู้คือยัดเท้าใต้เบาะหน้าไม่ได้ ต้องนั่งท่าค่อนข้างราบ ซึ่งบางคนอาจรู้สึกไม่ถนัด
ท้ายรถเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า พื้นที่เก็บของด้านหลังค่อนข้างใหญ่ มีช่องเก็บของซ่อนด้านใต้สำหรับเก็บของมีค่า แต่ถ้าจะใส่ถุงกอล์ฟต้องพับเบาะแถวสองลงมาถึงจะใส่ได้ การเก็บงานวัสดุบุภายในท้ายรถทำมาค่อนข้างดี เบาะแถวสองพับแบนได้เพิ่มพื้นที่ขนของได้สะดวก
ระบบความปลอดภัยและ ADAS
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ของ Seal 6 ทั้งสองรุ่นมาครบเหมือนกัน ได้แก่ Adaptive Cruise Control พร้อม Stop and Go เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เตือนการชนด้านหน้า เตือนออกนอกเลน ควบคุมไม่ให้ออกนอกช่องทาง เปิดปิดไฟสูงอัตโนมัติ วัดแรงดันลมยาง และกล้องรอบคัน 360 องศาพร้อมเซ็นเซอร์ 6 จุด
แต่จุดที่น่าเสียดายที่สุดคือทั้งสองรุ่นย่อยไม่มี Blind Spot Monitor เลย ซึ่งปกติรถจีนในระดับนี้มักจะมาพร้อมฟังก์ชันครบ การตัดฟีเจอร์นี้ออกทำให้เสียความรู้สึกไปพอสมควร นอกจากนี้ยังไม่มีระบบ Lane Keeping Assist แบบ LKA ด้วย ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งถือว่าเพียงพอสำหรับรถในเซกเมนต์นี้
ความแตกต่างระหว่างสองรุ่นย่อย
สรุปความแตกต่างหลักๆ ระหว่างรุ่นเริ่มต้นกับรุ่นท็อป รุ่นท็อปได้ล้อแม็ก 18 นิ้ว LED Light Bar คาดยาว Ambient Light รอบคัน Wireless Charger หลังคา Panoramic Sunroof พร้อมม่านบังแดด และมอเตอร์แรงกว่าที่ 170 แรงม้า 330 นิวตันเมตร สีตัวรถก็มีให้เลือกมากกว่าทั้งสีเขียว สีครีม และสีดำ
ส่วนรุ่นเริ่มต้นได้ล้อแม็ก 17 นิ้ว ไม่มี Light Bar กลาง ไม่มี Ambient Light ไม่มี Wireless Charger ไม่มี Sunroof มอเตอร์ 129 แรงม้า 220 นิวตันเมตร สีตัวรถมีแค่สีขาวกับสีเทา แต่แบตเตอรี่ ระยะวิ่ง ระบบ ADAS และถุงลมนิรภัยเท่ากันหมด
สรุป
BYD Seal 6 เป็นซีดานไฟฟ้าที่มาพร้อมขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่าคาด ภายในตกแต่งได้สวยงาม วัสดุดี เทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสใช้งานง่าย แบตเตอรี่วิ่งได้ไกลพอสมควร แต่การไม่มี Blind Spot Monitor ทั้งสองรุ่นเป็นจุดที่น่าเสียดายมากสำหรับรถยนต์ยุคนี้
ตอนนี้ BYD มีรุ่นย่อยเยอะมากทั้ง Seal 6 Seal 7 Atto 3 รวมถึง Sealion ต่างๆ ที่ไขว้กันจนอาจสับสนได้ แต่ถ้าคุณมองหาซีดานไฟฟ้าขนาดกลางที่ให้ห้องโดยสารกว้างขวาง อุปกรณ์ครบครัน และแบตเตอรี่วิ่งได้ไกล Seal 6 ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าพิจารณาครับ
ข้อดี
- ตัวรถใหญ่กว่าที่คิด ฐานล้อยาว 2,820 มม. ห้องโดยสารกว้างขวาง
- วัสดุภายในหุ้มหนังสังเคราะห์คุณภาพดี สัมผัสนุ่มมือ
- ระบบ ADAS ครบทั้งสองรุ่นย่อย รวมถึง Adaptive Cruise Control
- แบตเตอรี่ 56.4 kWh วิ่งได้ไกล 486 กม. ตามมาตรฐาน NEDC
- จอเรือนไมล์ 8.8 นิ้วและจอกลาง 12.8 นิ้วหมุนได้ ใช้งานง่าย
- กล้องรอบคัน 360 องศาพร้อมมุมมอง 3D Transparent Body
- เบาะหลังกว้างขวาง เอนได้ดี ผู้โดยสารหลังนั่งสบาย
- แอร์อัตโนมัติ 2 โซนพร้อมกรอง PM 2.5
ข้อเสีย
- ไม่มี Blind Spot Monitor ทั้งสองรุ่นย่อย น่าเสียดายมาก
- กระจกไฟฟ้าลงไม่สุดบาน
- ที่วางแก้วขนาดเล็ก ไม่เหมาะกับแก้วเครื่องดื่มเย็นขนาดใหญ่
- ผิวหนังสังเคราะห์ภายในอาจขูดขีดง่ายถ้าโดนเล็บหรือของแหลม
- ตัวเริ่มต้นไม่มี Wireless Charger และ Ambient Light
- ยัดเท้าใต้เบาะหน้าไม่ได้ ทำให้ท่านั่งหลังอาจไม่ถนัดสำหรับบางคน
- แผงตกแต่งสีดำเงาอาจสะท้อนแสงแดดรบกวนสายตาขณะขับ
สรุป
“BYD Seal 6 เหมาะสำหรับคนที่มองหาซีดานไฟฟ้าขนาดกลางที่ให้ห้องโดยสารกว้างขวางและอุปกรณ์ครบครัน แต่ถ้าคุณให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยเรื่อง Blind Spot อาจต้องพิจารณาเพิ่มเติม”