7.2/10BYD Sealion 7 AWD Performance
2024 Suv · ฿1,399,900 · 7.5/10 avg from 3 reviews
autolifethailand official
1.2M·1 ปีที่แล้ว·
TH

1,249,900 บาท!! ลองขับ BYD Sealion7 Performance AWD แรงจริง ความเร็วต่ำนุ่ม เร็วสูงร่อน นั่งสบายมาก
BYD Sealion 7 Performance AWD - Truly Powerful, Smooth at Low Speed, Floaty at High Speed, Very Comfortable
BYD Sealion 7 Performance AWD เป็นรถ SUV ไฟฟ้าที่ขับสบายในชีวิตประจำวัน นุ่มนวลดี แต่ช่วงล่างและเบรกไม่ได้สปอร์ตอย่างที่หน้าตาบอก แรงม้าเหลือเฟือแต่ควรระวังเรื่องระยะเบรกในความเร็วสูง
ความประทับใจแรก
พอเห็น BYD Sealion 7 ตัวเป็นๆ ต้องบอกว่ารถคันนี้ใหญ่มากจริงๆ จอดในช่องจอดห้างเกือบเต็มช่องเลย ดีไซน์ด้านหน้าดูบึกบึน ดุดัน มีความทัฟในแบบสปอร์ต SUV ที่หลายคนเห็นแล้วน่าจะชอบ ไฟหน้า LED เต็มระบบ มีไฟ Cornering Light ช่วยส่องสว่างเวลาเลี้ยวซ้ายขวาในยามค่ำคืนซึ่งผมชอบมาก
ด้านข้างเป็นทรง Fastback ลาดมาสวย ล้อ 20 นิ้วใส่ยาง Michelin Pilot Sport EV มาจากโรงงานเลย ถือว่าให้มาดีมากสำหรับรถระดับนี้ ไฟท้ายเป็นแบบ Sequential พร้อมแถบ LED คาดเต็มท้ายรถ ดูพรีเมียมทีเดียว
ภายในและเทคโนโลยี
เปิดประตูเข้ามาก็ต้องบอกว่างานวัสดุภายในดีเกินคาด เบาะหุ้มหนังนัปป้า ตัดเย็บเนี้ยบ มีลายนูนสวย เดินตะเข็บดี ส่วนที่เป็นซอฟท์ทัชก็มีให้เยอะ ประตูเปิดแบบดึงขึ้น มี NFC สำหรับเปิดปิดรถด้วยการ์ดได้ กระจกไฟฟ้า One Touch ทั้ง 4 บาน ซึ่งถือว่าให้มาครบ
หน้าจอกลางขนาด 15.4 นิ้ว หมุนแนวตั้งแนวนอนได้ตามสไตล์ BYD รองรับ Apple CarPlay มีระบบนำทางในตัว พร้อม Head-up Display ที่แสดงข้อมูลครบ จอเรือนไมล์ 10 นิ้วแสดงข้อมูลชัดเจน เบาะผู้ขับมีไฟฟ้าปรับ มี Memory Seat 2 ตำแหน่ง มีที่รองน่อง มีพัดลมระบายอากาศที่เบาะทั้งคู่หน้า ชาร์จไร้สาย 50 วัตต์ก็ให้มาด้วย
ระบบความปลอดภัย ADAS มาครบทั้ง Adaptive Cruise Control แบบ Stop and Go เตือนการชน เบรกอัตโนมัติ ช่วยรักษาเลน Blind Spot Monitoring กล้อง 360 องศาแบบ Transparent Chassis ภาพคมชัดใช้งานได้ดี แต่น่าเสียดายที่ไม่มีระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ
ผู้โดยสารตอนหลัง
พื้นที่ด้านหลังกว้างมากจริงๆ นั่งไขว่ห้างได้สบาย Lake Room เหลือเฟือ พนักพิงปรับเอนได้หลายระดับ องศาการพิงออกแบบมาดี มีช่องแอร์หลัง 4 ช่อง พร้อม USB-A และ USB-C ซ่อนไว้เก็บงานดี ที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่งที่พักแขนกลาง เบาะพับ 60:40 ได้ค่อนข้างแบนราบใช้งานได้จริง
แต่ข้อเสียคือเบาะมันเตี้ยไปหน่อย นั่งแล้วรู้สึกจมลงไป ขอบกระจกจะอยู่ระดับคอพอดี ทำให้รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย อีกอย่างคือไม่มีม่านบังแดดที่กระจกข้าง ซึ่งรถ SUV ระดับนี้ควรจะมี หลังคา Panoramic Glass Roof ก็มีไอร้อนลงมาบ้างตอนแดดจัด
สัมผัสการขับขี่
ขึ้นมาขับจริง ต้องบอกว่าอัตราเร่งไม่มีอะไรต้องสงสัย 523 แรงม้ากับแรงบิด 690 นิวตันเมตรจากมอเตอร์คู่ ทำให้ทุกย่านความเร็วเหลือเฟือหมด เหยียบเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น ช่วงล่างหน้าแม็คเฟอร์สัน หลังมัลติลิงค์ ซับแรงสะเทือนได้ดี นุ่มหนึบ ขับในเมืองและความเร็วปกติ 100-110 กม./ชม. สบายมาก
แต่พอขึ้นความเร็วเกิน 110 กม./ชม. เริ่มมีเสียงลมเข้ามาค่อนข้างเยอะ และพอเร็วกว่า 150 กม./ชม. รถเริ่มร่อน ช่วงล่างไม่ได้ถูกเซ็ตมาให้รับความเร็วระดับนั้นจริงๆ ทั้งที่มอเตอร์ลากไปได้สบาย พวงมาลัยแม้จะตั้งโหมด Sport แล้วก็ยังไม่คมจริง มันย้อยๆ ไม่กระชับเหมือนรถสปอร์ต แต่ใช้งานทั่วไปดี ไม่เพี้ยน
เบรกเป็นจุดที่ผมห่วงที่สุด น้ำหนักเบรกเบาเกินไป ระยะเบรกไกลกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับรถพละกำลังขนาดนี้ เขาเซ็ตมาให้นุ่มนวลแบบลักซ์ชัวรี่ แต่พอต้องเบรกกระทันหันในความเร็วสูงจะรู้สึกขนลุก ตรงนี้ต้องใช้ความชำนาญและเว้นระยะให้เยอะ การหน่วงรีเจนมีแค่ 2 ระดับ ไม่มี One Pedal Driving ซึ่งน่าเสียดาย
ระยะทางและการใช้พลังงาน
แบตเตอรี่ขนาด 89.2 kWh ให้ระยะวิ่ง 542 กม. ตามมาตรฐาน NEDC วิ่งจริงบนถนนบ้านเราน่าจะได้ราวๆ 490-500 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งถือว่าดีมากสำหรับ SUV ไฟฟ้า เพียงพอทั้งใช้ในเมืองและขับต่างจังหวัดได้สบาย อัตราสิ้นเปลืองที่ผมใช้อยู่ประมาณ 20.1 kWh ต่อ 100 กม.
รองรับชาร์จ AC 11 kW และ DC 240 kW ซึ่งชาร์จเร็วก็ถือว่าใช้ได้ มีสายชาร์จปลั๊กบ้านแถมมาให้ในท้ายรถด้วย ผมมองว่าระยะวิ่ง 500 กม. ในยุคนี้เป็น Sweet Spot ที่เหมาะกับการใช้งานจริงพอดี
ข้อจำกัดที่ควรรู้
ที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่งอยู่ชิดกับเกียร์และปุ่มควบคุม พอวางแก้วไซส์ปกติแล้วจะชนกับทุกอย่าง ขยับเกียร์ก็ไม่ได้ ปรับโหมดขับก็ลำบาก ดีไซน์ตรงนี้ยังไม่ลงตัว อีกจุดคือ Wireless Charger อยู่ฝั่งซ้ายซึ่งเป็นฝั่งผู้โดยสาร คนขับจะวางชาร์จไม่ค่อยสะดวก
ถ้าใช้ Apple CarPlay จะหมุนหน้าจอเป็นแนวตั้งไม่ได้ ต้องใช้แนวนอนอย่างเดียว และถ้าหมุนหน้าจอเป็นแนวตั้งก็จะบังช่องแอร์ กระจกมองหลังให้มุมมองแคบและเตี้ยมาก ต้องอาศัยความคุ้นเคย เบาะนั่งกว้างสบายแต่ไม่กระชับตัว ไม่เหมาะกับการขับแบบสปอร์ต
สรุป
BYD Sealion 7 Performance AWD เป็น SUV ไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานครอบครัวมากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตจริงจัง หน้าตาดุดัน ภายในกว้าง วัสดุดี ออปชั่นครบ แบตเตอรี่วิ่งได้ไกล ขับสบายในความเร็วปกติ แต่ช่วงล่างและเบรกไม่ได้รองรับความสปอร์ตที่พละกำลัง 523 แรงม้าสื่อออกมา
ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ผมแนะนำรุ่นขับสองล้อมากกว่า แบตเท่ากัน แรงม้าลดลงครึ่งหนึ่งแต่เพียงพอสำหรับการใช้งานจริงบนถนนบ้านเรา แล้วช่วงล่างที่เซ็ตมาแบบนี้ก็จะรับกับกำลังได้กระชับกว่า แข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้แน่นอน ทั้ง Xpeng G6 ZEEKR 7X หรือ Kia EV5 แต่ละคันก็มีจุดเด่นต่างกัน ใครสนใจก็ลองไปสัมผัสตัวจริงดูครับ
ข้อดี
- อัตราเร่งรุนแรง 523 แรงม้า แรงบิด 690 นิวตันเมตร
- แบตเตอรี่ 89.2 kWh วิ่งได้จริงราว 500 กม.
- ยาง Michelin Pilot Sport EV ขนาด 245/45 R20 มาจากโรงงาน
- ห้องโดยสารกว้างมาก นั่งหลังสบายเบาะปรับเอนได้
- วัสดุภายในหนังนัปป้าตัดเย็บดี งานเนียบ
- ระบบ ADAS ครบทั้ง ACC, LKA, BSM, กล้อง 360 องศา
- มี Head-up Display และ Wireless Charger 50 วัตต์
- กระจกไฟฟ้า One Touch ทั้ง 4 บาน พร้อม Welcome Seat
ข้อเสีย
- เสียงลมเข้าห้องโดยสารค่อนข้างเยอะเมื่อเกิน 110 กม./ชม.
- ระยะเบรกไกลเกินไปในความเร็วสูง น้ำหนักเบรกเบา
- พวงมาลัยไม่คมสปอร์ตจริงแม้ตั้งโหมด Sport
- เบาะหลังเตี้ยกว่าที่ควร นั่งแล้วรู้สึกจมนิดหน่อย
- ที่วางแก้วน้ำชิดเกียร์และปุ่มควบคุม วางแก้วแล้วติดกันหมด
- ไม่มีม่านบังแดดสำหรับกระจกข้างผู้โดยสารหลัง
- ไม่มีระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ
- กระจกมองหลังให้มุมมองแคบและเตี้ย
สรุป
“เหมาะกับคนที่ต้องการ SUV ไฟฟ้าขนาดใหญ่สำหรับใช้งานครอบครัว ขับชิลทางไกลสบาย แต่ถ้าต้องการความสปอร์ตจริงจังอาจต้องมองรุ่นอื่น และรุ่นขับสองล้อน่าจะเหมาะกับการใช้งานจริงของคนส่วนใหญ่มากกว่า”