BYD Sealion 78.2/10
BYD

BYD Sealion 7

2024 Suv · ฿1,249,900 – ฿1,399,900 · 7.5/10 avg from 3 reviews

iMoD Official

iMoD Official

687K·1 ปีที่แล้ว·TH

Review & Test Drive BYD Sealion 7 — Rival to Model Y, XPENG G6, Deepal S07: Is the Suspension Worth It?
ดูบน YouTube

รีวิวลองขับ BYD Sealion 7 คู่แข่ง Model Y, XPENG G6, Deepal S07 พิสูจน์ช่วงล่างน่าใช้หรือน่าเมิน

Review & Test Drive BYD Sealion 7 — Rival to Model Y, XPENG G6, Deepal S07: Is the Suspension Worth It?

BYD Sealion 7 AWD Performance คันนี้ทำให้ผมประทับใจเรื่องช่วงล่างที่เฟิร์มกระชับกำลังดี ไม่แข็งเกินไปและไม่นุ่มย้วย พละกำลังกว่า 500 แรงม้าเหลือเฟือสำหรับทุกสถานการณ์ ถือเป็น C-SUV ไฟฟ้าที่คุ้มค่าและน่าใช้งานมากคันหนึ่งเลยครับ

ความประทับใจแรก

BYD Sealion 7 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในเซกเมนต์ C-SUV ที่ BYD ส่งมาเสริมทัพในตลาดเมืองไทย คู่แข่งตรงๆ ก็คือ Tesla Model Y, XPENG G6 และ Deepal S07 ต้องบอกว่ากระแสตอบรับดีมากตั้งแต่เปิดตัว ยอดจองในงาน Motor Expo ทะลุ 3,853 คัน แซงหน้าแม้แต่ BYD Dolphin ที่เป็นรุ่นพี่ไปเลย

คันที่ผมได้ยืมมาทดสอบเป็นรุ่นท็อป All Wheel Drive Performance ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2 มอเตอร์ ซึ่งความแตกต่างหลักๆ ระหว่างรุ่นเริ่มต้น Premium กับตัวท็อปก็คือจำนวนมอเตอร์ ขนาดล้อ 19 กับ 20 นิ้ว สีคาลิปเปอร์เบรก และระบบ iTAC ที่มีเฉพาะตัวท็อป

ดีไซน์ภายนอก

รูปทรงของ Sealion 7 มีความคล้ายคลึงกับ BYD Seal ที่เป็นซีดานแต่ถูกยกให้สูงขึ้น ดูดุดันกว่าเดิมพอสมควร ไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light เปิดปิดอัตโนมัติ มีไฟสูงไฟต่ำอัตโนมัติ กระจังหน้ามีช่องลมที่เจาะจริงเพื่อช่วยเรื่อง Aerodynamic ไม่ใช่แค่ดีไซน์ตกแต่ง

ด้านข้างมือจับประตูแบบเรียบเสมอตัวถัง ป๊อปอัพขึ้นมาเมื่อปลดล็อก ประตูมีน้ำหนักหนักแน่น กระจกบานหน้าเป็นแบบ 2 ชั้นช่วยเก็บเสียงได้ดี มีซีลยางกันเสียงและกำมะหยี่เพิ่มเติม ด้านหลังเป็นสไตล์ Coupe ลาดลง มีสปอยเลอร์พร้อมช่องลม และหางเป็ดที่ช่วยสร้างแรงกดเมื่อขับความเร็วสูง ไฟท้ายยาวจากซ้ายไปขวาดีไซน์ลายหยดน้ำสวยงาม มีให้เลือก 4 สีในตัวท็อป

ภายในและเทคโนโลยี

ภายในมาพร้อมหน้าจอกลาง 15.6 นิ้วที่หมุนได้ตามสไตล์ BYD หน้าจอหลังพวงมาลัยแสดงข้อมูลการขับขี่ และ Head-up Display แสดงความเร็วพร้อมข้อมูลเลนที่ขับอยู่ ระบบรองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย เชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายได้ทันที มีแท่นชาร์จไร้สาย 50 วัตต์ และลำโพง Dynaudio รอบคันที่คุณภาพเสียงดีมาก ผมให้ 9 จาก 10 เลย ฟังแล้วไม่ต้องคิดอัปเกรดเพิ่ม

เบาะคู่หน้ามีระบบ Ventilation Seat ระบายอากาศ 2 ระดับ แต่ไม่มีเบาะอุ่นและเบาะนวด เบาะคนขับปรับไฟฟ้าจดจำได้ 2 ตำแหน่ง หลังคา Panoramic Glass Roof มาพร้อมม่านไฟฟ้าซึ่งถือว่าดีกว่า BYD Seal ที่ไม่มีม่านมาให้ มีไฟ Ambient Light ปรับสีและความสว่างได้ เปลี่ยนตามจังหวะเพลงก็ได้

พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายประมาณ 500 ลิตร พับเบาะ 60:40 แบบ Manual ด้านหน้ามี Frunk 50 ลิตร แถมอุปกรณ์มาครบทั้งสาย V2L สายชาร์จฉุกเฉิน และชุดปะยาง ไม่ต้องซื้อเพิ่ม

สัมผัสการขับขี่

เรื่องพละกำลังต้องบอกว่าเหลือเฟือจริงๆ ครับ รวมกำลังจาก 2 มอเตอร์ได้ 390 กิโลวัตต์ หรือราวๆ 500 กว่าแรงม้า แรงบิด 690 นิวตันเมตร 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที แค่โหมด Eco เร่งแซงก็สบายแล้ว พอเปลี่ยนเป็นโหมด Sport นี่หลังติดเบาะเลย มีโหมดขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Eco, Standard, Sport และ Snow

พวงมาลัยปรับน้ำหนักได้ 2 ระดับ Comfort กับ Sport ซึ่งแม้แต่โหมด Sport ก็ยังไม่หนักเท่า Tesla Model Y ที่ผมขับอยู่ แต่ก็ถือว่ากำลังดีสำหรับการใช้งานทั่วไป เบรกตอบสนองตามเท้าดี ไม่ไวเกินไปแบบ BYD Atto 3 ให้ความมั่นใจเมื่อเบรกจากความเร็วสูง

มาถึงเรื่องที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุด คือช่วงล่าง ด้านหน้าเป็น Double Wishbone ด้านหลัง Multi-link พร้อมระบบ FSD (Frequency Selective Damping) ผมขับเทียบกับหลายคันที่คุ้นเคย สรุปได้ว่าช่วงล่างคันนี้เฟิร์มกระชับกำลังดี ไม่แข็งกระด้างแบบ Tesla Model Y รุ่นเดิม และไม่นุ่มย้วยแบบ Deepal S07 เมื่อตกหลุม รีบาวด์ไม่เกิน 2 ครั้งก็นิ่ง ผ่านรอยต่อถนนคอนกรีตรู้สึกได้แต่ไม่กระแทก ใกล้เคียงกับ XPENG G6 แต่กระชับกว่านิดหนึ่ง ตากล้องที่นั่งด้านหลังถ่ายทำไปด้วยก็บอกว่าไม่เวียนหัว

การเก็บเสียงและระบบอื่นๆ

การเก็บเสียงทำได้ดี กระจกหน้า 2 ชั้นช่วยได้มาก ขับแล้วเสียงรถข้างนอกแทบไม่ได้ยิน ผมรู้สึกว่าดีกว่า Model Y ของผมในสภาพเดิมจากโรงงาน เสียงลมไม่กวนใจ เสียงล้อมีเข้ามาบ้างแต่พอเปิดเพลงก็หาย ยางของตัวท็อปที่เป็น Michelin Pilot Sport EV ช่วยเรื่องเสียงและการยึดเกาะได้ดี

ระบบช่วยขับขี่มี ICC (Intelligent Cruise Control) ช่วยประคองพวงมาลัยและรักษาเลนได้ ใช้งานได้ในระดับหนึ่งสำหรับการขับทางไกล แต่ยังต้องจับพวงมาลัยอยู่เสมอ ระบบ iTAC ที่มีเฉพาะตัว AWD Performance จะช่วยจัดการแรงบิดอัตโนมัติเมื่อรถเสียการทรงตัว เช่น เข้าโค้งบนถนนลื่น ถือเป็นระบบความปลอดภัยที่สำคัญสำหรับรถที่มีพละกำลังมากขนาดนี้

แบตเตอรี่ทั้ง 2 รุ่นให้มาเท่ากัน 82.5 kWh เป็น Blade Battery แบบ LFP รองรับ DC ชาร์จสูงสุด 150 kW และ AC 11 kW อัตราการบริโภคพลังงานที่ผมขับได้ช่วงสั้นๆ อยู่ราวๆ 18-19 kWh ต่อ 100 กม.

สรุป

BYD Sealion 7 AWD Performance เป็น C-SUV ไฟฟ้าที่ผมรู้สึกว่าคุ้มค่ามากสำหรับสิ่งที่ได้รับ พละกำลังเหลือเฟือ ช่วงล่างเฟิร์มกระชับ เก็บเสียงดี ออปชันครบ ลำโพงเสียงเยี่ยม มี V2L มี Frunk ยางพรีเมียม ม่านหลังคาไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยมาเต็ม

ถ้าคุณกำลังมองหา SUV ไฟฟ้าทรง Coupe ที่ขับสนุก ช่วงล่างน่าใช้ และฟังก์ชันครบจบในคันเดียว Sealion 7 เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ผมแนะนำได้เลย แต่ก็อย่าลืมไปลองขับด้วยตัวเองนะครับ เพราะความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ศูนย์ BYD มีอยู่ทั่วประเทศ ลองแวะไปสัมผัสได้เลยครับ

ข้อดี

  • ช่วงล่างเฟิร์มกระชับ ไม่ย้วย ไม่แข็งกระด้างเกินไป
  • พละกำลัง 500 กว่าแรงม้า อัตราเร่งเหลือเฟือ 0-100 ใน 4.5 วินาที
  • ยาง Michelin Pilot Sport EV คุณภาพดีมาจากโรงงาน
  • เก็บเสียงห้องโดยสารได้ดี กระจกหน้า 2 ชั้น
  • ลำโพง Dynaudio เสียงดีมาก ไม่ต้องอัปเกรดเพิ่ม
  • มี V2L และ Frunk 50 ลิตร ใช้งานได้จริง
  • ระบบ Ventilation Seat เบาะระบายอากาศคู่หน้า
  • ม่านบังแดดหลังคาไฟฟ้า ซึ่งรุ่นพี่อย่าง BYD Seal ไม่มีให้

ข้อเสีย

  • ไม่มีเบาะอุ่นและเบาะนวดให้
  • ไม่มีกล้องบันทึกการขับขี่ (Dashcam) มาในตัว
  • เบาะหลังพับเป็น Manual ต้องเอื้อมมือเข้าไปกดจากด้านใน
  • พอร์ตชาร์จเปิดปิดแบบ Manual ไม่ใช่ไฟฟ้า
  • ระบบช่วยขับอัจฉริยะใช้ได้ระดับหนึ่งแต่ยังไม่เทียบเท่าคู่แข่งบางราย
  • รุ่น RWD Premium ใช้ยางคนละยี่ห้อ ฟีลอาจแตกต่างจากตัวท็อป

สรุป

8.2/10

BYD Sealion 7 เหมาะสำหรับคนที่มองหา C-SUV ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ช่วงล่างดี ออปชันครบ ใครชอบรถทรง Coupe SUV ที่ขับสนุกและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน คันนี้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เลยครับ